บทความ › พนักงานและเงินเดือน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ต.ค. 2569 — นายจ้างต้องทำอะไร

นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปต้องหักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง สรุปหน้าที่ กำหนดนำส่ง และเงินเพิ่ม

15 ต.ค. 2569 กลางเจ้าของกิจการฝ่ายบุคคลเงินเดือน

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มีหน้าที่ หักเงินสะสมจากค่าจ้าง และจ่ายเงินสมทบเพิ่มในอัตราเท่ากัน เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

บทความนี้สรุปว่าใครต้องทำ ทำอะไร นำส่งเมื่อไร และถ้าไม่ทำจะมีผลอย่างไร

ข้อมูล ณ วันที่ 9 ต.ค. 2569 · เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะกรณี

สถานะล่าสุด: อาจมีการชะลอการจัดเก็บ

⚠️ วันที่ 1 ต.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตอบกระทู้ถามในสภาว่า รัฐบาล อยู่ระหว่างพิจารณาชะลอการจัดเก็บออกไปราว 6 เดือน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัย ต่อมามีรายงานข่าวที่ระบุระยะเวลาต่างออกไป ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 9 ต.ค. 2569 ยังไม่พบพระราชกฤษฎีกาหรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่เปลี่ยนวันเริ่มจัดเก็บ และเว็บไซต์ระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ewf.labour.go.th) ยังไม่มีประกาศเลื่อน กำหนดเดิมตามพระราชกฤษฎีกาจึงยังมีผลอยู่
ก่อนหยุดหรือเลื่อนการหักเงิน ควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สายด่วน 1546 หรือ 1506 กด 3

วันเริ่มจัดเก็บกำหนดโดย พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 14 ก.ย. 2568 และเลื่อนวันเริ่มจาก 1 ต.ค. 2568 มาเป็น 1 ต.ค. 2569

ใครต้องทำ

  • นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป — ลูกจ้างของกิจการนั้นต้องเป็นสมาชิกกองทุน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130)
  • ยกเว้น กิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดสวัสดิการกรณีลูกจ้างออกจากงานหรือเสียชีวิตตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง (มาตรา 130 วรรคสอง)
  • กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ยังไม่อยู่ในบังคับ เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ใช้บังคับ (มาตรา 130)

💡 กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก ควรสอบถาม กสร. ว่าลูกจ้างกลุ่มนั้นต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

ทำอะไร และเมื่อไร

1. ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับกองทุน

นายจ้างยื่น แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างและรายละเอียดอื่น ๆ แล้ว กสร. จะออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนให้ หากข้อมูลในแบบเปลี่ยนไป ต้องแจ้งเป็นหนังสือขอแก้ไข (มาตรา 130 วรรคห้าและวรรคหก)

นายจ้างที่ยื่นหรือแก้ไขแบบรายการตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมแล้ว กฎหมายให้ถือว่าได้ปฏิบัติตามหน้าที่ยื่นแบบนี้แล้ว (มาตรา 130 วรรคแปด)

ตรวจสอบแบบฟอร์มและช่องทางยื่นล่าสุดได้ที่ ewf.labour.go.th หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่

2. หักเงินสะสม + จ่ายเงินสมทบ ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง

นายจ้างหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบในอัตราเดียวกัน (มาตรา 131) อัตราตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568

  • 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 — ลูกจ้าง 0.25% · นายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง
  • ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 — ลูกจ้าง 0.50% · นายจ้าง 0.50% ของค่าจ้าง

ตัวอย่าง: ค่าจ้างเดือนละ 20,000.00 บาท

  • เงินสะสม หักจากลูกจ้าง 50.00 บาท
  • เงินสมทบ นายจ้างจ่ายเพิ่ม 50.00 บาท
  • รวมนำส่ง 100.00 บาท

มาตรา 131 กำหนดอัตราเป็นร้อยละของค่าจ้าง (ไม่เกินร้อยละ 5) และกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 กำหนดเป็นร้อยละของค่าจ้างของลูกจ้างที่เป็นสมาชิก ทั้งสองฉบับไม่ได้กำหนดเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณไว้

⚠️ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับประกันสังคม อย่านำเพดานค่าจ้างหรืออัตราของประกันสังคมมาใช้

3. นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ พร้อมยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม (ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่มเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 ข้อ 4–5 ซึ่งออกตามมาตรา 131 วรรคสี่)

💡 แม้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่ตรงกำหนด ก็ยังต้องนำส่งเงินเสมือนได้จ่ายค่าจ้างแล้ว (มาตรา 131)

ไม่ทำแล้วเกิดอะไร

  • เงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน ของเงินที่ค้างนำส่ง นับจากวันครบกำหนด เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันนับเป็น 1 เดือน (มาตรา 131)
  • นายจ้างจะอ้างว่า ไม่ได้หักหรือหักไม่ครบ เพื่อไม่จ่ายเงินเพิ่มไม่ได้ (มาตรา 131)
  • พนักงานตรวจแรงงานออกหนังสือเตือน ให้นำส่งภายในเวลาที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 30 วัน (มาตรา 132)
  • ไม่ยื่นแบบรายการ หรือไม่แจ้งขอแก้ไขรายการภายในกำหนดตามมาตรา 130 หรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 156)

ทำใน Kieraccount อย่างไร

ระบบเงินเดือนของ Kieraccount คำนวณกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ทุกงวด ค่าเริ่มต้นคือ ปิด เพราะกิจการต้องประเมินเองว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่

  1. ไปที่ เงินเดือน (Payroll) → ตั้งค่าเงินเดือน การ์ด "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง"
    • ทำเครื่องหมาย "เปิดใช้ — หักเงินสะสมและบันทึกเงินสมทบในงวดเงินเดือน"
    • กรอก เลขทะเบียนนายจ้าง แล้วกด "บันทึกตั้งค่า"
    • ช่อง "อัตราตามกฎหมาย ณ วันนี้" แสดงอัตราที่ระบบใช้
  2. กำหนดฐานค่าจ้างที่ เงินเดือน (Payroll) → เงินได้/เงินหัก — แต่ละรายการมีช่อง "นำมารวมฐานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง"
  3. ลูกจ้างที่ได้รับยกเว้น (เช่น เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ตั้งได้รายคนที่ข้อมูลพนักงาน โดยเอาเครื่องหมาย "หักเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ออก แล้วเลือกเหตุผลที่ยกเว้น
  4. ทำงวดเงินเดือนตามปกติ ระบบหักเงินสะสมออกจากเงินได้สุทธิ และบันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้างเป็นค่าใช้จ่ายให้
  5. เมื่อนำส่ง กด "นำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ในหน้างวดเงินเดือน ระบบแสดงวันครบกำหนด และคำนวณ เงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน ให้ หากนำส่งล่าช้า
  6. รายงานประกอบการนำส่งอยู่ที่ เงินเดือน (Payroll) → รายงานเงินเดือน แท็บ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" — "รายงานนำส่ง (PDF)" หรือ Export Excel

เงินเดือน (Payroll) → ตั้งค่าเงินเดือน · กรอบ 1 ช่องเปิดใช้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง · กรอบ 2 อัตราตามกฎหมาย ณ วันนี้

หน้าต่างนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ตัวอย่างนำส่งช้า 1 เดือน) · กรอบ 1 ครบกำหนดนำส่ง · กรอบ 2 เงินเพิ่มที่ระบบคำนวณ

💡 ระบบเลือกอัตราตาม วันที่จ่ายค่าจ้างของงวด ค่าจ้างเดือนกันยายนที่จ่ายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 จึงถูกหักด้วย
หากกฎหมายเปลี่ยนก่อนโปรแกรมอัปเดต ตั้งอัตราเองได้ที่ช่อง "กำหนดอัตราเอง" ในการ์ดเดียวกัน

⚠️ รายงานนำส่งใน Kieraccount เป็นรายงานสรุปประกอบการนำส่ง ไม่ใช่แบบฟอร์มของทางราชการ ให้ใช้แบบและช่องทางที่ กสร. กำหนด

อินโฟกราฟิก กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง: ใครต้องทำ อัตรา กำหนดนำส่ง เงินเพิ่ม

บทความที่เกี่ยวข้อง (สำหรับสมาชิก): KB-F05 · เงินเดือน ประกันสังคม และ ภ.ง.ด.1 ในรอบเดียว

แหล่งอ้างอิง

บทความถัดไป: KB-L02 · ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1 · 3 · 53 ยื่นเมื่อไร